พันธุ์อ้อยที่ใช้ประเทศไทย

 

 การใช้พันธุ์อ้อยในประเทศไทย มีการวิวัฒนาการใช้พันธุ์อ้อยแตกต่างกันตามช่วงเวลาและตามความต้องการในแต่ละยุคแต่ละสมัยด้วย สามารถแบ่งการใช้พันธุ์อ้อยในประเทศไทย อย่างง่ายๆ ออกเป็น 3 ช่วง ใหญ่ได้ดังนี้ คือ

 

1.  พันธุ์อ้อยที่ใช้ในอดีต

ในระยะแรกที่เริ่มมีการผลิตน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทราย ได้นำอ้อยพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมที่มีอยู่ภายในประเทศ มาขยายพันธุ์แล้วนำไปส่งเสริมปลูกขยายกัน เช่น อ้อยน้ำผึ้ง อ้อยขาไก่ อ้อยแขม อ้อยสิงคโปร์ อ้อยจีน และอ้อยฮก เป็นต้น แต่ได้ใช้พันธุ์เหล่านี้ได้ไม่นานก็เลิกลากันไป เนื่องจาก พันธุ์เหล่านี้ให้ผลผลิตอ้อยและความหวานต่ำ

หลังจากนั้นก็ได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการนำอ้อยพันธุ์ที่ดีเด่นจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 200 พันธุ์ มาทดสอบหาพันธุ์ที่เหมาะสมท้องถิ่น สามารถคัดเลือกอ้อยที่ดีเด่นหลายพันธุ์ แล้วส่งเสริมขยายพันธุ์ให้แก่เกษตรกร แต่ใช้ได้ไม่นานนัก อ้อยพันธุ์เหล่านี้ได้เกิดโรคระบาดต่างๆอย่างรุนแรง เช่น โรคฟิจิ โรคใบขาว โรคใบด่าง โรคตอแคระแกรน เป็นต้น ทำให้ความนิยมในพันธุ์เหล่านั้นลดลงตามลำดับ นี้เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่จะต้องพัฒนาอ้อยขึ้นมาใช้เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สามารถแบ่งพันธุ์อ้อยที่ใช้ในอดีต ออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ

1.1  พันธุ์อ้อยจากต่างประเทศ

อ้อยพันธุ์จากต่างประเทศได้ถูกนำเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่องและจำนวนมาก  ได้แก่

-          พันธุ์อ้อยจากประเทศฟิลิปปินส์ คือ พันธุ์ POJ 2878, POJ 2883, POL 3016, Phil 58-260, Phil 66-07

-          พันธุ์อ้อยจากประเทศอินเดีย คือ พันธุ์ Co 281, Co 421, Co 419, Co 775, Co 798, Co 1148, Nco 310

-          พันธุ์อ้อยจากประเทศอินโดนีเชีย คือ พันธุ์ PSA 14-1 

-          พันธุ์อ้อยจากประเทศออสเตรเลีย คือ พันธุ์ Q 83, Q 100, Q 130, Pindar, Ragnar, Triton

-     พันธุ์อ้อยจากประเทศไต้หวัน คือ พันธุ์ F 108, F109, F 134, F1 37, F 140, F 144, F 146, F 148, F 153,
                   F 154, F 156, F 172, F 178, ROC 1, ROC 4

-          พันธุ์อ้อยจากประเทศจีน คือ พันธุ์ Kwt 3, Kwt 7  

-          พันธุ์อ้อยจากประเทศฮาวาย คือ พันธุ์ H 37-1933, H 38-2915, H 39-3633, H 48-316

 ในขณะนั้น ได้นำพันธุ์อ้อยต่างประเทศที่เข้าปลูกทดสอบกันอย่างมากมาย แต่มีเพียงบางพันธุ์เท่านั้นสามารถปรับตัวได้อย่างดี และได้รับความนิยมความสูงสุดด้วย แต่หลังจากมีการพัฒนาพันธุ์อ้อยใช้ขึ้นเองภายในประเทศ ความนิยมพันธุ์ต่างประเทศค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากให้เป็นพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อยปานกลาง การไว้ตอไม่ดี และอ่อนแอต่อโรค-แมลง  ปัจจุบันนี้ คงเหลือพันธุ์อ้อยต่างประเทศ ประมาณ 1%ของพื้นที่ปลูก ได้แก่ พันธุ์ Co 1148, Q130, Phil 66-07 เป็นต้น

1.2  พันธุ์อ้อยจากในประเทศ

ในช่วงนั้น พันธุ์อ้อยจากต่างประเทศได้รับนิยมปลูกเป็นพันธุ์การค้ามาก แต่มีพันธุ์อ้อยบางพันธุ์เกิดการเสื่อมพันธุ์ ก่อให้เกิดโรคระบาดมากมาย เช่น โรคฟิจิ โรคใบขาว เป็นต้น ทำความเสียหายต่ออุตสาหกรรมอ้อยอย่างมากมาย จึงเกิดความจำเป็นต้องมีการพัฒนาพันธุ์ขึ้นใช้เองและได้ปรับปรุงพันธุ์อย่างจริงจังเรื่อยๆ ต้องใช้ระยะนานมาก ประมาณ 30-40 ปี กว่าจะพันธุ์ดีและเหมาะสมใช้ในประเทศ สามารถแบ่งพันธุ์อ้อยจากในประเทศ ออกเป็น 2 ระยะ 

ระยะบุกเบิก (.. 2480 –2518)

พันธุ์อ้อยในระยะนี้ เกิดจากนักวิชาการของโรงงานน้ำตาลแต่ละโรง จุดประสงค์ใช้สำหรับพื้นที่ของโรงน้ำตาลนั้นๆ เช่น

-     พันธุ์อ้อยจากโรงงานน้ำตาลลำปาง คือ พันธุ์ LP 4, LP 9

-     พันธุ์อ้อยจากโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ คือ พันธุ์ UT 2, UT5, UT10

-     พันธุ์อ้อยจากโรงงานน้ำตาลชลบุรี (บางพระ) คือ พันธุ์ BP 6, BP 11, BP 45

เมื่อพิจารณาหน่วยงานที่พัฒนาพันธุ์แล้ว จะเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งหมด สำหรับพันธุ์เหล่านี้ ได้เลิกปลูกแล้ว

ระยะจริงจัง (.. 2518 - 2545)

หลังจากนั้นได้มีการสร้างโรงงานน้ำตาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการอ้อยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดความต้องการพันธุ์อ้อยที่เหมาะต่อพื้นที่มีมากยิ่งขึ้น ความสำคัญอันนี้ทำให้ภาครัฐบาล ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาอ้อย ได้จัดตั้งหน่วยงานมารับผิดชอบขึ้นมา อย่างน้อย 3 หน่วยงาน เพื่อให้ดำเนินดังกล่าวอย่างจริงจังขึ้น ได้แก่

1.       สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม

2.       กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

3.       มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

 สำหรับงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อย พบว่า ทุกหน่วยงาน สามารถวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเป็นอ้อยพันธุ์การค้าได้ สามารถคัดเลือกพันธุ์อ้อยได้หลายพันธุ์และกระจายปลูกตามแหล่งต่างๆ แตกต่างกัน แต่กว่าจะได้พันธุ์อ้อยที่สามารถปลูกเป็นการค้าที่ดีเด่น ต้องใช้ระยะเวลาดำเนิน ไม่ต่ำกว่า 20 ปี

ในขณะนี้ พันธุ์อ้อยที่ผลิตจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ที่เรียกว่า พันธุ์อ้อยตระกูลเค (K, LK, NK, CK) เป็นพันธุ์อ้อยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รองลงมาคือ พันธุ์อ้อยของกรมวิชาการ

พันธุ์อ้อยจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม

ได้แก่ พันธุ์ K76-4, K84-69, K84-200, K88-65, K88-87, K88-92, K90-54, K90-77, K92-80, K92-213, K93-219, K93-347 LK92-11, LK92-92 และอื่นๆ พันธุ์เหล่านี้ได้กระจายปลูกตามแหล่งต่างๆ ประมาณ 40-60% ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ หรือประมาณ 70-80% ของพื้นที่ปลูกในเขตภาคกลาง

-   พันธุ์อ้อยจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้แก่ พันธุ์ ชัยนาท 1, อู่ทอง 1, อู่ทอง 2, อู่ทอง 3, อู่ทอง 4, อู่ทอง 5, อู่ทอง 6, อู่ทอง 7, ขอนแก่น1 และ อื่นๆ พันธุ์เหล่านี้ได้กระจายปลูกตามแหล่งต่างๆ ประมาณ 15-20% ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ หรือ ประมาณ 10-15% ของพื้นที่ปลูกในเขตภาคกลาง

 พันธุ์อ้อยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ได้แก่ พันธุ์ สุพรรณ1, สุพรรณ1, มก.50, มก.20, และ มก.26 เป็นต้น พันธุ์เหล่านี้ได้กระจายปลูกตามแหล่งต่างๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 เมื่อพิจารณาลักษณะพันธุ์อ้อยที่ใช้ในระยะนี้ พบว่า มีพันธุ์อ้อยหลายพันธุ์ที่มีแนวโน้นให้ผลผลิตอ้อยสูงมากและสูงกว่าพันธุ์เดิมมาก เช่น พันธุ์สุพรรณ1, อู่ทอง1, อู่ทอง3, K88-92, K88-65, K90-77 เป็นต้น ยังมีปัญหาเกี่ยวกับด้านโรค-แมลง และการไว้ตอ

 

2.  พันธุ์อ้อยที่ใช้ในปัจจุบัน (2546-49)

2.1  พันธุ์อ้อยจากต่างประเทศ

สำหรับพันธุ์อ้อยจากต่างประเทศ ยังถูกนำเข้าเรื่อยๆ ทั้งในรูปถูกกฎหมายหรือลักลอบ และเพียงบางพันธุ์เท่านั้นที่ถูกนำไปทดสอบคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมเพื่อจะได้อ้อยพันธุ์ใหม่ ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของชาวไร่อ้อย ในพันธุ์เหล่านั้น ยังไม่พบว่ามีอ้อยพันธุ์ไหนโดดเด่นว่าพันธุ์อ้อยที่ผสมเองใช้ในประเทศ แต่จะมีประโยชน์อย่างมากในด้านเป็นแหล่งพันธุกรรม (พ่อแม่พันธุ์)

2.2  พันธุ์อ้อยจากในประเทศ

ในปัจจุบัน พันธุ์อ้อยที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์การค้า ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์อ้อยในประเทศ  พันธุ์อ้อยที่นิยมปลูกมาก คือ พันธุ์ K 84-200 ประมาณ 25-35% รองลงมาคือ พันธุ์ LK (10-15%) K88-92 (8-12%) อู่ทอง 3 (6-10%)

พันธุ์อ้อยที่ผสมในประเทศไทย กำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้น และสามารถทดแทนพันธุ์อ้อยจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งคาดว่าในอนาคต พันธุ์อ้อยส่วนใหญ่ที่ปลูกเป็นการค้า ก็จะเป็นพันธุ์อ้อยที่ผสมในประเทศไทยทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะมีพันธุ์อ้อยที่ผสมในประเทศไทย แนะนำส่งเสริมเป็นพันธุ์การค้าหลายพันธุ์ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับปลูกให้ได้ทุกสภาพพื้นที่และมีความเสื่อมพันธุ์ลงตลอดเวลา

สำหรับอ้อยพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจ กำลังแนะนำส่งเสริมเป็นพันธุ์การค้าหลายพันธุ์ในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์อ้อยที่ผสมในประเทศไทย ได้แก่

-   พันธุ์อ้อยจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม

ได้แก่ พันธุ์ K92-80, K92-213, K93-219, K93-347, K95-84, K95-156, K95-283, LK92-11, LK92-17, LK92-92, LK95-124, LK95-269   เป็นต้น

-  พันธุ์อ้อยจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้แก่ พันธุ์ อู่ทอง 6 (056), 94-2-483, 95-2-156, 94-2-200, 94-2-206  เป็นต้น

-   พันธุ์อ้อยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ได้แก่ พันธุ์ กสพ.93-3, กสพ.94-13,กสพ.98-009, มก.60-1 มก.60-2 มก.60-3 เป็นต้น

พันธุ์อ้อยจากโรงงานน้ำตาลมิตรผล

ได้แก่ พันธุ์ มิตรผล 1, มิตรผล 2, LF00-1245, LF82-2122, LF82-2715 เป็นต้น

 เมื่อพิจารณาลักษณะพันธุ์อ้อยที่ใช้ในปัจจุบันนี้ พบว่า มีพันธุ์อ้อยหลายพันธุ์ มีแนวโน้นให้ผลผลิตอ้อยสูงมาก แต่มีการต้านทานโรค-แมลง และการไว้ตอดีมากขึ้น นอกจากยังสามารถปรับตัวได้กว้าง คือ สามารถปลูกในเขตน้ำฝนได้ดีเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นอ้อยพันธุ์ทนแล้ง

 

3.   พันธุ์อ้อยที่ใช้ในอนาคต

การวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่ใช้ในอนาคต จะต้องเน้นวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์จากพันธุ์อ้อยที่ชัดเจนและแน่นอน เพราะพันธุ์อ้อยแต่ละพันธุ์ จะมีศักยภาพการให้ผลผลิตและคุณภาพ แต่ละเขตพื้นที่แตกต่างกัน  โดยการพัฒนาพันธุ์อ้อยให้เหมาะสมกับแต่ละเขตทั้งในด้านผลผลิต คุณภาพความหวาน ความสามารถการไว้ตอ และความต้านทานโรค-แมลง เป็นต้น

อ้อยพันธุ์ส่งเสริม ที่เป็นพันธุ์อ้อยที่ผสมในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ จะมีฐานพันธุกรรมค่อนข้างแคบ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการระบาดของโรคอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเชื้อพันธุ์กรรมจากพันธุ์อู่ทอง 1, อีเหี่ยว และK84-200 เป็นต้น ดังนั้นมีความจำเป็นต้องหาแหล่งพันธุกรรมใหม่ๆเข้าเสริม เพื่อสร้างพันธุ์ใหม่ๆที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากพันธุ์เดิมและตรงตามวัตถุประสงค์ ฉะนั้นพันธุ์จากต่างประเทศ ถือว่าเป็นว่าแหล่งพันธุกรรมที่ดี ในปัจจุบันมีการสร้างหลากหลายของพันธุกรรมมากยิ่งขึ้น

ผลผลิตอ้อยจะตอบสนองตามความชื้นในดินหรือปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง ยิ่งมีความชื้นในดินหรือปริมาณน้ำฝนมาก จะมีแนวโน้นทำให้ได้ผลผลิตอ้อยมากตามไปด้วย สำหรับพืชอ้อยมีความความต้องการน้ำมาก ไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี ถึงจะให้ผลผลิตอ้อย ประมาณ 14-15 ตันต่อไร่

พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่ ประมาณ 5-6 ล้านไร่ (70-80%) เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยโดยอาศัยเขตน้ำฝนธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างมากต้องพัฒนาพันธุ์อ้อยที่อาศัยน้ำฝนธรรมชาติ ที่เรียกว่า พันธุ์อ้อยทนแล้ง ขึ้นมาใช้อย่างจริงจัง โดยแบ่งพันธุ์อ้อยทนแล้ง ออกเป็น 3 พวก

1.           พันธุ์อ้อยทนแล้งน้อย เป็นพันธุ์อ้อยที่ตอบสนองต่อปริมาณน้ำฝน ที่ระดับ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี คาดว่าจะพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อย ไม่ต่ำกว่า 14 ตันต่อไร่

2.           พันธุ์อ้อยทนแล้งปานกลาง เป็นพันธุ์อ้อยที่ตอบสนองต่อปริมาณน้ำฝน ที่ระดับ 800-1,000 มิลลิเมตรต่อปี คาดว่าจะพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อย ไม่ต่ำกว่า 12 ตันต่อไร่

3.           พันธุ์อ้อยทนแล้งมาก เป็นพันธุ์อ้อยที่ตอบสนองต่อปริมาณน้ำฝน ที่ระดับ 600-800 มิลลิเมตรต่อปี คาดว่าจะพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อย ไม่ต่ำกว่า 10 ตันต่อไร่

 

 ลักษณะพันธุ์อ้อยในอนาคต ควรจะมีลักษณะดังนี้

1.       ให้ผลผลิตสูง

     - การแตกกอดีมาก ประมาณ 12,000 –14,000 ลำต่อไร่

     - ขนาดลำค่อนข้างใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ ประมาณ 2.8–3.4 ซม

     - น้ำหนักลำสูงและคงไว้นาน น้ำหนักลำ ประมาณ 1.8–2.0 กิโลกรัมต่อลำ และต้องมีเนื้ออ้อยแน่นตัน

2.       มีความหวาน (CCS) สูง

     -  มีความหวาน ประมาณ 13-16 CCS.

     -  การเคลื่อนไหวของความหวาน จะต้องให้ CCS ขึ้นเร็วและคงไว้ได้นานด้วย

3.       มีความต้านทานต่อโรคพวกรากและลำต้นเน่า โรคใบขาว และโรคแส้ดำ (เฉพาะเขต)

4.       การไว้ตอดีมาก


พันธุ์อ้อยและการคัดเลือกพันธุ์อ้อยให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกอ้อย        <<  ดูรายละเอียด

พันธุ์อ้อยที่ใช้ประเทศไทย

การคัดเลือกพันธุ์อ้อยให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกอ้อย

อ้อยพันธุ์ส่งเสริม


Home