ด้วงหนวดยาว

 

 

 

 

 

 

ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ

Stem boring grub

ชื่อวิทยาศาสตร์

Dorysthenes (Lophosternus)bugueti Guerin

วงศ์

Cerambycidae

อันดับ

Coleoptera

ความเสียหาย/ลักษณะการทำลาย

เป็นด้วงหนวดยาวที่ได้รับการรายงานครั้งแรกว่า เข้าทำลายอ้อยในประเทศไทย ส่วนในประเทศอื่นรายงานว่า หนอนของด้วงหนวดยาวคือ Dorsythenes  hyfropicus  Pasc.  เป็นแมลงในดินที่เข้าทำลายอ้อยในไต้หวัน โดยเจาะเข้าไปในส่วนของลำต้นอ้อยที่อยู่ใต้ดินและทำให้อ้อยที่ถูกเจ้าตาย  เป็นแมลงที่สำคัญชนิดหนึ่งของอ้อย มักพบระบาดมากในดินร่วมปนทรายที่มี pH 6.9 ดินมีอินทรียวัตถุ 1.15-1.22 % แมลงชนิดนี้ทำความเสียหายให้แก่อ้อยได้มากกว่าแมลงนูนหลวง เพราะมักแพร่กระจายไปทั่วไร่อ้อยที่ถูกทำลายในบริเวณกว้างขวาง ผลจากการเข้าทำลายของหนอนชนิดนี้ทำให้ผลผลิตอ้อลผลูกลดลง 13-43% และน้ำตาลลดลง 11-46% ส่วนอ้อยตอ 1 จะสูญเสียผลผลิตประมาณ 54% และน้ำตาลลดลง 57% แมลงชนิดนี้เริ่มเข้าทำลายอ้อยเมื่อปี 2514 แต่สร้างความเสียหายได้มากในปี 2519-2520 และเกิดการระบาดอีกครั้งในปี 2527-2530

หนอนเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ระยะท่อนพันธุ์อ้อย โดยเจาะไชเข้าไปกัดกินเนื้ออ้อยภายในท่อนพันธุ์ มีผลทำให้ท่อนพันธุ์อ้อยไม่งอก หน่ออ้อยอายุ 1-3 เดือน จะถูกกัดตรงส่วนโคนที่ติดกับเหง้าให้ขาดออกทำให้หน่ออ้อยแห้งตาย เมื่ออ้อยโตเป็นลำแล้วอาการเริ่มแรกพบว่า กาบใบและใบอ้อยแห้งมากกว่าปกติ ตั้งแต่ใบล่างขึ้นไปจนแห้งตายไปทั้งต้นหรือทั้งกออ้อย ขณะที่หนอนยังเล็กจะกัดกินอยู่ตรงบริเวณเหง้าอ้อย ซึ่งมีผลทำให้การส่งน้ำและอาหารจากรากไปสู่ลำต้นและใบน้อยลง เมื่อหนอนโตขึ้นขนาดยาวประมาณ 40 มิลลิเมตร ก็จะเริ่มเจาะไชจากส่วนโคนลำต้นอ้อยขึ้นไปเพื่อกินเนื้ออ้อยจนบางครั้งทำให้ลำต้นอ้อยเป็นโพรงเหลือแต่เปลือก บางต้นหนอนเจาะสูงขึ้นไปจากส่วนโคนถึง 40 เซนติเมตร จนทำให้ลำต้นอ้อยหักล้มและแห้งตาย

รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ

ไข่   ไข่เป็นรูปยาวรี สีน้ำตาลอ่อน ขนาดยาว 3.0-3.5 มิลลิเมตร กว้าง 0.8-1.0 มิลลิเมตร เปลือกไข่ค่อนข้างแข็ง

หนอน   ลำตัวสีขาวนวลตลอดทั้งตัว  รูปร่างแบนทรงกระบอกและแบนเล็กน้อย บริเวณอกกว้างกว่าส่วนท้องเล็กน้อย หัวกะโหลกมีสีน้ำตาลและมีขนาดเล็กกว่าลำตัวมาก ปากขนาดเล็กแต่มีเขี้ยวแข็งแรง ขามีขนาดเล็กมาจนแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่มาก คือ ยาว 70-100 มิลลิเมตร กว้าง 20-30 มิลลิเมตร หัวกะโหลกกว้าง 12 มิลลิเมตร

ดักแด้   มีหนวด ขา และปีกอยู่ด้านข้างลำตัว เห็นชัดเจนยาวประมาณ 40-50 มิลลิเมตร กว้าง 24-26 มิลลิเมตร

ตัวแก่   สีน้ำตาลแดง ยาวประมาณ 25-40 มิลลิเมตร กว้าง 10-15 มิลลิเมตร ตัวเมียตรงปลายปล้องสุดท้ายของส่วนท้องมีลักษณะมน ส่วนตัวผู้ตรงปลายเว้าและมีขนที่หน้าอก

ตัวเต็มวัยออกจากดักแด้ในดินภายหลังจากที่ฝนตก 2-4 วัน  ในเวลากลางคืน  ตั้งแต่เดือนมีนาคม มิถุนายน และพบว่า  ออกมากที่สุดในเดือนเมษายน มีนิสัยว่องไวมากในเวลากลางคืน เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในบริเวณไร่อ้อย ส่วนในเวลากลางวันมักหลบซ่อนอยู่นิ่ง ๆ ตามโคนต้นอ้อย แม้ว่าตัวแก่จะมีปีกแข็งแรงแต่ไม่ชอบบิน หลังจากผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ ในดินตรงบริเวณใกล้ ๆ โคนอ้อย ตัวแม่ตัวหนึ่ง ๆ สามารถวางไข่ได้สูงถึง 41-441 ฟอง อายุตัวแก่ประมาณ 6-20 วันก็ตาย ระยะไข่ 11-27 วัน หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มีลำตัวยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร หัวกะโหลกกว้าง 0.7 มิลลิเมตร หนอนมีการลอกคราบ 7-8 ครั้ง มี 8-9 วัย และมีอายุประมาณ 1-2 ปี หนอนชนิดนี้มีนิสัยว่องไวและสามารถเคลื่อนย้ายไปในดินได้อย่างรวดเร็ว เมื่อหนอนโตเต็มที่ก็จะเข้าดักแด้ในดินตรงบริเวณโคนกออ้อยบึกจากสันร่องลงไป 10-60 เซนติเมตร ก่อนที่หนอนจะเข้าดักแด้ หนอนจะใช้ชานอ้อยที่กัดกินจากเนื้ออ้อยจนเป็นเศษอ้อยชิ้นเล็ก ๆ มาทำเป็นรังห่อหุ้มตลอดลำตัว แล้วหนอนก็เข้าดักแด้อยู่ภายในรังนั้น ๆ รังดักแด้เป็นรูปไข่ยาวขนาด 60-70 มิลลิเมตร กว้าง 40-50 มิลลิเมตร หนอนที่เข้าดักแด้ใหม่ ๆ สีขาวนวล แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง อายุดักแด้ประมาณ 7-18 วัน ก็ออกเป็นตัวเต็มวัย ส่วนใหญ่พบหนอน 1-3 ตัวต่อกออ้อย

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด

พบมากในดินร่วนทรายที่จ.ชลบุรี ระยอง และกาญจนบุรี ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็พบเข้าทำลายอ้อยและมันสำปะหลังมากที่ขอนแก่น อุดรธานี และบุรีรัมย์ ภาคเหนือพบที่กำแพงเพชร และในต่างประเทศพบที่ตอนเหนือของอินเดีย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และลาว โดยพบว่าเข้าทำลายอ้อยได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต

พืชอาหาร

อ้อยและมันสำปะหลัง

การสุ่มตัวอย่างหลังจากตัดอ้อยเข้าโรงงาน ควรสุ่มตัวอย่างโดยวิธีเส้นทะแยงมุม หรือ ซีเควนเชียล ถ้าอ้อยถูกทำลายมากกว่า 24%กอ หรือ 7.23%ลำ ควรไถทิ้งและปลูกใหม่ ถ้าไว้ตออาจไม่คุ้มค่า จะถูกกินหมด และไม่ได้เก็บเกี่ยว

ศัตรูธรรมชาติ

เชื้อราเมตาไรเซียม หรือเชื้อราเขียว จะเข้าทำลายหนอนของด้วงหนวดยาว  โดยเป็นเชื้อราสีเขียวที่จะเข้าแมงลำตัวของหนอน ทำให้หนอนแห้งตาย และแทงเป็นเส้นใยของเชื้อราเป็นสีเขียวออกมาด้านนอกตัวหนอน

คำแนะนำการป้องกันกำจัด

  1. ขณะที่ไถไร่ ควรเดินเก็บหนอนตามรอยไถ 1-2 ครั้ง ่อนปลูกอ้อย ควรส่งเสริมให้มีการนำตัวหนอนไปประกอบอาการ
  2. ปลูกพืชหมุนเวียน โดยปลูกมันสำปะหลังหรือสับปะรดแทน แม้ว่าหนอนชนิดนี้จะเข้าทำลายมันสำปะหลังโดยเจาะเข้าไปที่โคนต้นมันสำปะหลังให้เป็นโพรง และหักล้มในที่สุด บางครั้งพบเจาะเข้าไปกินในหัวมัน แต่การเข้าทำลายมันสำปะหลังก็รุนแรงน้อยกว่าในอ้อยมาก
  3. ในแหล่งที่พบการระบาด หลังวางท่อนพันธุ์ควรมีการฉีดพ่นด้วยสารแขวนลอยของเชื้อราเขียว จึงกลบ จะสามารถป้องกันตัวหนอนได้ประมาณ 1 ปีในกรณีที่ไม่มีตัวหนอนเข้าทำลายอ้อย แต่หากมีหนอนได้รับเชื้อราเข้าทำลาย  เชื้อราสามารถกระจายต่อไปได้เรื่อย ๆ จากตัวหนอนที่ตาย
  4. อาจใช้สารเคมีโรยในร่องอ้อย  endosuldan + fenobucarb (Thiocorb 4.5% G) อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วจึงกลบร่อง หรือ ฉuดพ่นด้วยสาร fipronil (Asscend 5% SC) อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดแล้วกลบดิน
  5. ในช่วงปลายมีนาคม-เมษายนของทุกปี ด้วงหนวดยาวอ้อยเริ่มออกจากดักแด้มาเป็นตัวเต็มวัย ใช้วิธีกลคือ ขุดหลุมดักจับ โดยตัวเมียหลังจากออกจากดักแด้จะปล่อยสารล่อทางเพศออกมา ตัวผู้ก็เดินตาม เมื่อตกลงไปในหลุมก็จะไม่สามารถขึ้นมาได้ และควรรองก้นหลุมด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันการวางไข่ของด้วงหนวดยาวได้

พันธุ์อ้อยที่ต้านทาน

 

พันธุ์อ้อยที่อ่อนแอ

 

เอกสารอ้างอิง

ณัฐกฤติ  พิทักษ์. 2547. แมลงศัตรูอ้อยและการป้องกันกำจัด. หน้า 57-117. ใน เฉลิมพล  ไหลรุ่งเรือง  อุดม เลียบวัน  อรรถสิทธิ์  บุญธรรม  ประพันธ์  ประเสริฐศักดิ์  วันทนีย์  อู่วานิชย์  ณัฐกฤติ  พิทักษ์  วัลลิภา  สุชาโต  สมศักดื์  ทองศรี  และตุลย์ อินทรัมพรรย์.  เอกสารวิชาการอ้อย. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. กรุงเทพ ฯ. 147 หน้า.