ขาดไนโตรเจน (Nitrogen,N)

 

 

 

 

 

ใบแก่ของอ้อยจะแสดงอาการขาดธาตุไนโตรเจน ใบแก่นั้นจะมีการแห้งตายแล้วจะมีการแห้งตายไปทั้งต้น ใบอ่อนนั้นจะเป็นสีเหลืองอมเขียวและลำอ้อยก็จะเรียวเล็กลงเมื่อมีการขาดไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

 

ช่วงที่มีการขาดธาตุไนโตรเจนข้อปล้องของอ้อยจะมีการหดสั้นลง

 

 

 

 

ในสภาพที่ขาดไนโตรเจนกาบใบที่ยังไม่แก่เต็มที่มีการลอกออกมาจากลำต้น ข้อจะเป็นสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลือง

 

ความสำคัญ

โดยทั่วไปธาตุไนโตรเจนจะเป็นธาตุอาหารพืชตัวแรกที่จำกัดผลผลิตของพืช ทั้งนี้เนื่องจากพืชต้องการธาตุไนโตรเจนปริมาณมาก แต่ไนโตรเจนมีการเปลี่ยนรูปอยู่ตลอดเวลา การทำการเกษตรในเขตร้อนทั่วไปในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณไนโตรเจนในธรรมชาติที่ได้จากอินทรียวัตถุนั้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช การขัดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนให้กับพืชนั้นต้องคำนึงถึงอัตรา ชนิด เวลาใส่ และวิธีการใส่ เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพสูงที่สุด

รูปของไนโตรเจนที่นิยมในเขตร้อน คือยูเรีย และแอมโมเนียมซัลเฟต ซึ่งปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน

1.ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต เมื่อหว่านลงในไปในดินจะไม่สูญเสียไนโตรเจนง่ายเหมือนปุ๋ยยูเรีย โดยเฉพาะในสภาพพื้นที่ที่มีการระเหิด (การสูญเสียจากดินในรูปของก๊าซ, volatilization) ของแอมโมเนียมสูงหรือในดินที่ขาดกำมะถัน

2. ปุ๋ยยูเรียดีกว่าปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต คือมีเนื้อธาตุไนโตรเจนสูงจึงควรใส่ในอัตราที่น้อยกว่า

3. ผลตกค้างของปุ๋ยไนโตรเจนในดินหลังฤดูเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต คือก่อให้เกิดความเป็นกรดในดิน แต่ผลตกค้างของปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตก่อให้เกิดความเป็นกรดสูงกว่าปุ๋ยยูเรียสองเท่า

ปุ๋ยไนเตรทใช้น้อยเนื่องจากประสิทธิภาพต่ำในเขตร้อน ปุ๋ยอินทรีย์ไนโตรเจนดีที่สุด แต่ต้องใช้ในปริมาณสูง จึงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในระยะแรก ๆ ของการเจริญเติบโตของอ้อยจะดูดธาตุไนโตรเจนในปริมาณมากกว่าที่ต้องการใช้จริง ๆ ความเข้มข้นของไนโตรเจนในอ้อย ทั้งส่วนบนดินและใต้ดินเพิ่มขึ้นถึงขีดสูงสุดเมื่ออ้อยอายุ 1 เดือน และหลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว การลดลงของไนโตรเจน อาจเนื่องมาจากอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้ไนโตรเจนเพิ่มขึ้นนั่นเองเมื่อใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณมากอัตราการดูดซึมก็จะเพิ่มขึ้น ขณะที่อ้อยอายุ 6 เดือนนั้น ส่วนยอดกำลังเติบโตเต็มที่ การดูดซึมไนโตรเจนจะเป็นไปอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นอัตราการดูดซึมจะลดลง

ปริมาณไนโตรเจนในอ้อยจะแตกต่างกันตามแหล่งปลูกอ้อย โดยอ้อยที่ปลูกและเก็บเกี่ยวเร็วนั้นจะมีปริมาณไนโตรเจนสูงกว่าอ้อยที่มีอายุมากกว่าเสมอ ทั้งนี้เพราะประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมักจะต่ำ เนื่องจากส่วนหนึ่งจะถูกจุลินทรีย์ดินนำไปใช้ ส่วนหนึ่งอาจถูกเปลี่ยนรูปเป็นไนเตรท และอาจสูญหายไปโดยการชะล้างหรือบางส่วนอาจระเหยสูญหายไปในบรรยากาศ ซึ่งหมายความว่าจะต้องใส่ไนโตรเจนจำนวนมากกว่าที่พืชดูดมาใช้ได้จริง ๆ อ้อยปลูกจะสามารถใช้ปุ๋ยไนโตรเจนได้มากกว่าอ้อยตอ เพราะอ้อยปลูกจะมีระบบรากที่ดีกว่าจึงมีประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูงกว่า ส่วนอ้อยตอนั้นเนื่องจากโครงสร้างของดินเสื่อม การระบายอากาศไม่ดี ระบบรากจึงมีประสิทธิภาพต่ำกว่าอ้อยปลูก ดังนั้นถ้ามีการไถพรวนดินในระหว่างร่อยของอ้อยตอจะทำให้การใช้ปุ๋ยดีขึ้น

จากปัญหาประสิทธิภาพของปุ๋ย (recovery)ไนโตรเจนของพืชในเขตร้อนต่ำ จึงได้มีการศึกษาหาแนวทางการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้สารเคลือบปุ๋ยยูเรียให้ละลายน้ำช้าลง เพื่อจะได้ค่อยละลายออกมา (slow release) ให้พืชใช้ตลอดฤดูกาล โดยปกติประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของไนโตรเจนมีค่าอยู่ในช่วง 20-70% ของปุ๋ยที่ใส่ ขึ้นอยู่กับชนิดพืช เช่น พืชตระกูลหญ้ามีค่าประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูงเนืองจากมีระบบรากแบบ fibrous ที่ดูดกินไนโตรเจนได้มาก

อาการ

                   เมื่ออ้อยขาดไนโตรเจนจะแสดงอาการที่ใบ  โดยใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีคลอโรฟิลต่ำ ใบอ่อนจะมีสีจาง  ลำต้นแคระแกร็น  การเจริญเติบโตลดลง อ้อยแตกกอน้อย  อ้อยจะมีอัตราส่วนระหว่างซูโครส  และรีดิวซิ่งซูการ์สูง  เพราะอ้อยขาดไนโตรเจนจะสร้างซูโครสมาก แต่จะสร้างเนื้อเยื่อเพื่อการเจริญเติบโต ลดลง เมื่ออ้อยได้รับไนโตรเจนมากเกินไป  อ้อยจะมีลำต้นอวบ  มีการเจริญเติบโตด้านโครงสร้างและคุณภาพลดลง  การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเกินพอดี  ทำให้ปริมาณของไฟเบอร์ลดลง อ้อยจะล้มง่าย

บทบาท

                   ไนโตรเจนเป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตของอ้อยไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของโปรตีน  และจำเป็นอย่างมากต่อทุกๆ ขบวนการของการใช้เอนไซม์  ไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของสารในกระบวนการ  metabolism ต่างๆ เช่น กรดนิวคลีอิก  purines, pyrimidines porphyrines และ coenzymes ต่างๆ รวมทั้งไวตามิน และ adenosine triphosphate  อ้อยจะดูดธาตุไนโตรเจนทางรากในรูปของแอมโมเนีย  และไนเตรท อ้อยที่กำลังจะเจริญเติบโตต้องการไนโตรเจนอย่างสม่ำเสมอ  โดยมีความต้องการมากที่สุด  เมื่ออ้อยอายุ 2.5-5 เดือน  เมื่ออ้อยอายุ 4 เดือนไปแล้ว อ้อยเริ่มย่างปล้อง  การเจริญเติบโตในช่วงนี้รวดเร็วมาก จึงต้องการน้ำและธาตุไนโตรเจนมาก  เมื่ออ้อยโตเต็มที่ คือ ประมาณ 8 เดือนขึ้นไปแล้วอ้อยจะหยุดการเจริญเติบโต และสะสมน้ำตาล  ถ้าได้รับไนโตรเจนมากเกินไปในช่วงนี้อ้อยจะมีลำต้นอวบ  มีการเจริญเติบโตด้านโครงสร้างและเนื้อเยื่อมากอ้อยจะดูดน้ำมาก  ทำให้น้ำตาลซูโครสในน้ำอ้อยลดลง อ้อยจะแก่ช้า  และคุณภาพลดลง  การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเกินพอดี  ทำให้ปริมาณของไฟเบอร์ลดลง อ้อยจะล้มง่าย

การแก้ไข

                   อินทรีย์วัตถุในดินเป็นแหล่งที่สำคัญของธาตุไนโตรเจนตามธรรมชาติ  ในดินที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะมีอินทรีย์วัตถุอยู่ระหว่าง 1-3%  มีอยู่หลายแห่งที่เป็นดินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีระดับอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1% ทำให้อ้อยที่ปลูกแสดงอาการขาดไนโตรเจน จำเป็นต้องใส่ธาตุไนโตเจนในรูปของปุ๋ยเคมี  เป็นปริมาณมากๆ

                   เนื่องจากอินทรีย์วัตถุเป็นแหล่งที่มาของไนโตรเจนในดินการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนให้แก่อ้อยจึงใช้ระดับอินทรีย์วัตถุในดินเป็นเกณฑ์พิจารณาปริมาณของปุ๋ยไนโตรเจน

ธาตุอาหาร

 

ปริมาณ

ระดับ

อัตราที่ต้องใส่เพิ่ม (กก.N/ไร่)

อ้อยปลูก

อ้อยตอ

ไนโตรเจน

(ในรูป % อินทรีย์วัตถุ)

ต่ำกว่า 1.5

1.5-2.5

สูงกว่า 2.5

ต่ำ

ปานกลาง

สูง

10-12

8-10

6-8

12-15

10-12

8-10